เส้นทางกว่า 130 ปีของหน่วยบริการสุขภาพระดับตำบลไทย จาก “โอสถศาลา” สมัยรัชกาลที่ 5 สู่ “รพ.สต.” และการถ่ายโอนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในปัจจุบัน พร้อมกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายสาธารณสุขและฝ่ายปกครองท้องถิ่น
รัฐเริ่มจัดบริการยาและการรักษาให้ราษฎรนอกเขตพระนครเป็นครั้งแรก
รัฐจัดตั้งโอสถศาลาในหัวเมืองต่าง ๆ เช่น พิษณุโลก อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และปราจีนบุรี เพื่อจำหน่ายยาราคาถูกให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกล ถือเป็นต้นแบบแรกของสถานบริการสุขภาพระดับท้องถิ่นของไทย แต่ในระยะแรกส่วนใหญ่ต้องยุติลงเพราะประสบปัญหาขาดทุน
มีการจัดตั้งโอสถศาลาขึ้นใหม่ โดยขยายบทบาทจากการจำหน่ายยาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบำบัดรักษาโรคควบคู่ไปด้วย
จัดตั้งกรมสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกที่งานสาธารณสุขของประเทศมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบโดยตรง และเป็นจุดเริ่มต้นของการวางระบบบริการหน้าด่านในระดับพื้นที่
เปลี่ยนชื่อและจัดชั้นบริการ พร้อมก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุข
เปลี่ยนชื่อเรียกเป็นสุขศาลา และแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ สุขศาลาชั้นหนึ่ง ที่มีแพทย์ประจำ และ สุขศาลาชั้นสอง ที่ไม่มีแพทย์ประจำ ซึ่งสุขศาลาชั้นสองนี้เองคือรากของสถานีอนามัยในเวลาต่อมา
รวมงานด้านการแพทย์และงานสาธารณสุขเข้าไว้ในกระทรวงเดียวกัน ทำให้การขยายสถานบริการในชนบทเป็นระบบมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดโครงสร้างบริหารแบบรวมศูนย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกทบทวนในยุคกระจายอำนาจภายหลัง
ยกระดับและเปลี่ยนชื่อสุขศาลาชั้นสองเป็นสถานีอนามัยชั้นสอง เป็นการวางรากฐานหน่วยบริการประจำตำบลที่ใช้ชื่อนี้ต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
ยุบการแบ่งชั้นและเรียกรวมกันว่าสถานีอนามัย ซึ่งกลายเป็นชื่อที่ประชาชนคุ้นเคยที่สุด และเป็นที่มาของคำเรียกบุคลากรว่า “หมออนามัย”
รับแนวคิดสากลมาสร้างกลไกอาสาสมัครในหมู่บ้าน
ไทยรับหลักการจากปฏิญญาอัลมา-อาตา (Alma-Ata, ค.ศ. 1978) มาบรรจุในแผนพัฒนาการสาธารณสุขแห่งชาติ โดยตั้งเป้าหมาย “สุขภาพดีถ้วนหน้าในปี 2543”
เกิดกลไกภาคประชาชนที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย คือ ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งทำงานเคียงข้างสถานีอนามัยมาจนถึงปัจจุบัน
รัฐทุ่มงบประมาณปรับปรุงอาคารสถานที่และครุภัณฑ์ของสถานีอนามัยทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานกายภาพให้พร้อมรองรับบริการที่หลากหลายขึ้น
วางกฎหมายถ่ายโอนภารกิจ และเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินทั้งระบบ
กฎหมายฉบับนี้คือ รากฐานทางกฎหมายของการถ่ายโอน รพ.สต. สู่ท้องถิ่น โดยกำหนดให้รัฐถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ (ก.ก.ถ.) จัดทำแผนขั้นตอนการถ่ายโอน
สถานีอนามัยถูกกำหนดบทบาทเป็น ด่านแรก (gatekeeper) ของระบบ พร้อมเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินเป็นแบบ เหมาจ่ายรายหัว (capitation) ผ่านเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (CUP)
อย่างไรก็ตาม งบประมาณส่วนใหญ่ยังบริหารรวมอยู่ที่โรงพยาบาลชุมชนซึ่งเป็นแม่ข่าย ทำให้สถานีอนามัยมีอิสระทางการเงินจำกัด — เป็นประเด็นที่ส่งผลต่อการถ่ายโอนในเวลาต่อมา
เริ่มถ่ายโอนจริงเป็นครั้งแรกจำนวน 15 แห่ง ไปยัง อบต. 3 แห่ง เทศบาลตำบล 11 แห่ง และเทศบาลเมือง 1 แห่ง เป็นการทดลองระบบก่อนขยายผลในระยะถัดไป
ยกระดับสถานีอนามัยทั่วประเทศพร้อมกัน
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย ประกาศยกระดับสถานีอนามัยทั่วประเทศราว 9,810 แห่ง ขึ้นเป็น รพ.สต. ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง
เจตนารมณ์คือเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “ตั้งรับรักษาโรค” มาเป็นการดูแลครบ 4 มิติ — ส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู — เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ และให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพใกล้บ้าน
มีคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 408/2552 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2552 แต่งตั้งคณะทำงานติดตามและสนับสนุนนโยบายดังกล่าว
จัดสรรงบลงทุนต่อเนื่องเพื่อพัฒนาอาคาร ครุภัณฑ์ และศักยภาพบริการของ รพ.สต. ทั่วประเทศ
กฎหมายปฐมภูมิฉบับแรก การถ่ายโอนครั้งใหญ่ และการเชื่อมข้อมูลทั้งประเทศ
กฎหมายเฉพาะฉบับแรกของไทยที่ว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 เมษายน 2562 และมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 90 วันนับจากวันประกาศ
สาระสำคัญคือกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพปฐมภูมิจาก แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ร่วมกับ คณะผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ สหวิชาชีพ กำหนดให้ขึ้นทะเบียนหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่าย และให้มีระบบข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมโยงกันเพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดหน้าที่รักษาความลับผู้รับบริการและจัดระบบส่งต่อเมื่อจำเป็น
คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกประกาศหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการถ่ายโอนขนานใหญ่
ถ่ายโอน รพ.สต. จำนวน 3,263 แห่ง (ราว 33% ของทั้งประเทศ) ไปสังกัด อบจ. 49 แห่ง พร้อมบุคลากรที่แสดงความประสงค์ถ่ายโอนรวมประมาณ 21,899 คน (ข้าราชการ 12,037 คน และพนักงานกระทรวงสาธารณสุข/ลูกจ้าง 9,862 คน)
มี อบจ. 6 จังหวัดที่รับถ่ายโอนครบ 100% ในรอบแรก ได้แก่ มุกดาหาร หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด ขอนแก่น ปราจีนบุรี และสุพรรณบุรี
ถ่ายโอนเพิ่มอีก 934 แห่ง (ราว 9.5%) โดยไปสังกัด อบจ. 933 แห่ง และ อบต. 1 แห่ง จำนวน อบจ. ที่รับถ่ายโอนเพิ่มเป็น 62 แห่ง
หลังนำร่อง 4 จังหวัดแรก (แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด นราธิวาส) ตั้งแต่ 7 มกราคม 2567 นโยบายขยายครอบคลุมทั่วประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ประชาชนใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับบริการได้ทั้งในและข้ามจังหวัดโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว
นโยบายนี้ทำให้ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป และในปีเดียวกันมีการถ่ายโอน รพ.สต. เพิ่มอีก 256 แห่ง
ครอบคลุมทั้งฝ่ายสาธารณสุขและฝ่ายปกครองท้องถิ่น
กฎหมายแม่บทของการถ่ายโอนภารกิจสาธารณสุขสู่ท้องถิ่น
วางระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและกลไกการเงินที่ รพ.สต. ใช้อยู่
กฎหมายเฉพาะฉบับแรกว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ — ประกาศราชกิจจานุเบกษา 30 เมษายน 2562 มีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 90 วัน
ประกาศที่เปิดทางให้เกิดการถ่ายโอนขนานใหญ่ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566
กำกับการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว
วางกรอบสิทธิด้านสุขภาพและกลไกนโยบายสุขภาพแบบมีส่วนร่วม
รวบรวมจากเว็บไซต์หน่วยงานและสื่อด้านนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้อง สืบค้นเมื่อสิงหาคม 2569